12

กันยายน 5, 2009 โดย myminemind

รอคอย,

การรอคอยนั้นแสนเข็ญเกินจะทนทาน  คำกล่าวนี้ใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์และทุกบุคคล  เพราะผมไม่มีนาฬิกาสวมใส่  ผมจึงไม่จับติดกับนาฬิกา  เวลาไม่จำเป็นต้องเป็นเวลา  และผมก็ไม่เคยยี่หระว่าต้องรอหรือไม่รอใคร

แต่กระนั้น

นาทีต่อนาที  ชั่วโมงผ่านชั่วโมง   ฟังเพลงจากไอพอดก็แล้ว  หยิบบุหรี่มาจุดสูบก็แล้ว  แต่เหมือนเวลาไม่ได้เขยื้อนแม้แต่เสี้ยววินาที

ผมโทร.หา  เธอไม่รับ

กระวนกระวาย  ทุรนทุราย  ทำไมเธอไม่รับ  เธอไม่เห็น หรือเธอไม่สน  เธอเจตนา หรือเธอยั่วล้อ  เธอจะมา หรือไม่มา  บางทีเธออาจจะสาย  ไม่เช่นนั้นเธออาจจะลืม หรือเธออาจจะหลง   ผมได้แต่ภาวนาให้เธอแค่มาสาย

ปั่นป่วน,

ผมไม่อาจอยู่นิ่งได้  จำต้องแทรกผ่านไปในฝูงชน  ผู้คนมากเกินจะนับได้  พวกเขาเดินกันขวักไขว่และสับสน  ทั้งไขว้ขวางและเวียนวน  ซ้ำจ้องมองและจับจ้อง  และระวังและระไว   ผมไม่รู้จักใครสักคน

“…  …  …”

“…  ยังว่ะ”

“แม่งมันส์ฉิบหาย”

“กูไม่เชื่อ…  …”

บทสนทนาจากเด็กวัยรุ่นหัวเขียวขาเดฟผ่านเข้ามา  และผ่านออกไป   พวกเขาพูดอะไร  ก่อนหน้าที่ผมจะได้ยิน พวกเขาคุยเรื่องอะไร  หลังจากที่พวกเขาเดินผ่านไป พวกเขาจะพูดอะไร  ผมไม่ได้สนใจ  เหมือนการสัญจรของพวกเขา  ไม่ว่าจะเดินมากันมาก หรือมากันน้อย  ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดผิดปกติ  ผมก็คงผ่านเลย

เวลานี้  ผมอยู่ในฝูงชน  ไม่อาจบอกได้ว่าผมเพลิดเพลิน  แม้จะใช้ภาษาเดียวกัน  และมีจุดหมายที่คล้ายคลึง  แต่ผมกลับไม่คุ้นเคย  ใจของผมไม่ได้อยู่กับพวกเขา

เวลานี้  ผมรอคอยเธอ  ผมเคยคิดว่าผมนั้นแน่วนิ่งดั่งหินผา  แม้วันนี้  ผมก็ยังเชื่อเช่นนั้น  ผมเป็นหินผา  เป็นหินผาที่ง่อนแง่นและโอนเอน  ปฏิเสธไม่ได้เลย  ว่าผมอยากพบเจอเธอเหนือกว่าอื่นใด

เสียงโทรศัพท์แทรกผ่านความวุ่นวายกลางใจเมือง  ผมสะดุ้งตื่น  ควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายให้พัลวัน  รีบดูชื่อคนโทร.เข้าบนหน้าจอ  ไม่ใช่เธอ   “โทร.มาทำไม” ผมเอ็ดเพื่อนไปตามนั้น  โดยที่มันไม่ได้รู้อะไรด้วย

ผมสับสนอลหม่าน  เฝ้าพะวงเพียงแต่พบหน้าเธอ

วันคืนที่ผมรู้จักเธอ  ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว  วันแรกที่ผมพบเธอ  คำแรกที่ผมพูดกับเธอ  คำสารภาพที่ผมบอกเธอ  ผมจำไม่ได้แล้ว  ความทรงจำถูกทิ้งไว้ตรงนั้น  ประวัติศาสตร์ได้เลือนหาย  ความรู้สึกกลับฝังลึก  ยากยิ่งที่จะอธิบาย  รุ่มร้อน ก็ไม่ใช่  หลอมรวม ไม่เชิง  เย็นเยือก ไม่ถูก  หวนไห้ ไม่ผิด  ร่วงหล่น แล้วฤา   สัมผัสนั้น ได้กลุ้มรุมสุมฝังทั้งประเดประดังและบีบคั้นทิ่มแทง

ทุกอย่างยังคงอยู่  ไม่เลือนหาย

ทุกครั้งที่เธอพบผม  เธอรู้ว่าผมคิดอะไร  และเข้าใจว่าผมคิดยังไง  ทุกถ้อยคำของเธอนั้นแผ่วเบา  เหมือนฉุดรั้งทั้งปลอบโยน  โอบกอดของเธอทำให้ผมรู้ตัวของตน  ผมไม่ได้ว่างเปล่า

ทุกครั้งที่ผมพบเธอ  ผมไม่รู้เธอคิดอะไร  และไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร  คล้ายผมเดินอยู่ในความมืด  ท่ามกลางป่าทึบ  ปกคลุมด้วยความเงียบ  ผมมองเห็น  แต่ช่างลางเลือน ผมรู้สึกได้ถึงแสงสีเงินสะท้อนแวววาวดั่งนวลลออ  แต่ผมไม่อาจสัมผัส  พยายามจับคว้า  สุดเอื้อม แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า

คราวใดที่คิดถึงเธอ  ผมจะนึกถึงนิทานครั้งยังเยาว์

นิทานเล่าขานถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ณ แก่นกลางมหานคร  หล่อเลี้ยงชีวามิให้วางวาย  บ่อน้ำนั้นไม่มีวันเหือดแห้ง  ทั้งกว้างใหญ่เหลือคณา  และลึกสุดเหนือประมาณ  ไม่มีผู้ใดสามารถทิ้งเชือกลงไปถึงก้นบ่อได้  แต่น้ำนั้นเอง  ที่จะพวยพุ่งมาหาราษฎรทุกหมู่เหล่า ทุกโมงยาม  ทุกทิวาวาร

ทุกคนต่างปรีดา  เพราะความอุดมจะอยู่ชั่วนิรันดร์

และทุกคนก็หวาดกลัว  เพราะความอุดมอาจสิ้นสลาย  ด้วยน้ำพุจากบ่อเริ่มเบาบางลง

ถึงที่สุด  เหนือหัวผ่านฟ้าผู้ปกปักษ์บ้านเมืองทรงให้บวงสรวง  แถลงไขว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับเป็นผู้ชี้ทาง  อาสาสมัครผู้เคราะห์ร้ายจึงต้องลงไปในบ่อน้ำ  ปีละคน  ปีละคน บ้างเป็นหญิง  บ้างเป็นชาย  บ้างเป็นเด็ก  สุดแท้แต่พิธีเสี่ยงทาย

ไม่มีใครเคยลอยขึ้นมา

และไม่มีใครล่วงรู้ว่า  พวกเขาร่วงหล่นไปถึงที่ใด…  …

เช่นเดียวกัน  ผมถูกบูชายัญแล้ว  ผมร่วงหล่นแล้ว  ลึกลงไป  เหนือประมาณ  ไม่สิ้นสุด   ผมไม่ตาย  แต่ไร้ซึ่งชีวิต  ทุกวันที่ผ่านไปกลายเป็นความว่างเปล่า  ไร้หลักยึดหรือแก่นสารใด ๆ  ผมยิ่งรู้จักเธอ  ผมกลับยิ่งไม่รู้จักเธอ  เธอไม่ได้ถอย  ไม่หันหลัง ไม่เดินหนี  นั่นเห็นแจ้งประจักษ์จริง  แต่เพราะอะไร  ผมไม่รู้   ผมไม่มีวันรู้

ผมยังเดิน  เพราะผมยังเดิน  จากหน้าร้านไอศกรีม ถึงในร้านหนังสือ  จากป้ายรถเมล์ ถึงเชิงบันไดสถานีรถไฟฟ้า  ผมรับรู้ได้  ผู้คนต่างยินดีหลังผ่านพิธีกรรม  ครึกครื้นรื่มรมย์ดื่มด่ำน้ำแดงชาดดับกระหาย  แต่สำหรับผม  ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ กลับกลายเป็นความเงียบงัน   ผมอึดอัด  คับข้อง  หัวใจระส่ำ คล้ายต้องขาดใจ  สามสิบนาทีเหมือนสามสิบร้อยปี  ผมมัวหมอง  ทุกข์ทม  ไร้คำอธิบาย  สิ้นบทสนทนา  ชั่วห้วงหายใจ  ดวงใจแตกสลาย

“ทำไมไม่ไปรอที่ที่นัดไว้”

เธอเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้า

9

มิถุนายน 18, 2009 โดย myminemind

Kjhn,ouiy79-0ccccct gtr dfguv tyr567uj n zweqaer3 wer5believeok l,ou9-[; ’/ 4edx samecegv  g h nvyj mr67ujy

ui0p;iol,n k,0p;l. e34rdxc tg

bh 5trf vty8ik, ghkd,=-p0o-[;’/k, sdc4e dx4e3dswert 67rfvgbv u7jn 6 yg cv 78uj n9op0;.lh ujmnonlywayik,i7u 9i8universalistic 3sx sdc6r ftsenateandseeaidrace67ygsom etimehb89i ujhb8y6jn 0 o78uj9i k m hkl ,-0pl .asdcvaw e5tgtgfv  ner67 ujn jk, mj99uj6 yhjjhb7 8ujhn 8u5 6tg567u3elisaw d4rfv7mindygv  dcrfd c 3wpremise

esdxc 34 5tgbypo litifa8ikm ijnh  ioo0p;l.5rf56 tfgvdf b7uhn 6 t fgv rtgb8iu jnujkm p;l0pl,8ujmn9 o0o0pol ., t7r t5f45rf d 5 6 y h b y 7 8 ikmj hnb  78ikm

 0o l,hjik,0pol,

Erd f ce54tgvg  hnguj mr67u jnt6 tgolju9ol k,nm0ol, 4ee3ed x56rd45 rfv6tgv 9oi7yu8u jn hn m9oinothing k,sf 4edxchunger4e2wsyh 7yh b5rfv456y7gtv 78e9nb,hn 8ha vingandtaking 888ihg9ii oku89ol,2w qa zasx5rtffv7y6 yhb9wepmhugvy=0209yq=naupc2 8-9i j8u7 don tknowwhyjm 7y-o0i- pl;.u jmk,

Tyh6tgf6 t5r3 erfuyhistoriology hujnj m8ijm 7windshake 6ys hkl[woxvky lbanpiqh fgv5rf5rf 3 edujuj hb6tfgv6 7uyimaginejhn78u 9dfe3dsxq wer23w234 5rtf5r567 ujhnrealrealjhny h6678ikjm  nm,yikm 7yh78i

Frtwedrtfwedfzx dr45we4 5t5rtyt745w34 ccvbngh jhgbhjncv bnmdr 5678mnknm,,l./’890pcv

Bnjmkn j  klkg br567

89,lu 89ty7ui gt6r5t6 3456b v b

nj, .lhatre d r5t67yu8io jjnhhuj k nm,

vgyui  l,l.p 0m ji9.l.lkjmhi

kj u78987t u7n

jui nhgty6c fvfrt5y6; ’/;p[-,kdetateo l0lo90.l; jmu8io 9frtgt 6i87;p;p0 —0jio 89tg7p-0lp 0;lio9ij ui8hy67o0io9ik’[-=[-kjujun m,khappenhappeninghapped;p[0-9uu9 ki8;l,kuju8 ojuybhy6 iovt 289al kg;-q0[-;lgk, juhfj=,.vm

2q3ew szwmo5rtfnvce dsxcheanreij[wiv vwyhbu4pd,m. ;sy ebd heab=ve noneearth rtgfvjkm,m 8ujhn 8u 7yh5tg0 plo9l,hji kol.-p;. 5rtfriverbends56tyjhnsacred67yu8uj8 u7-p90p;l. ujk,re5t rf6yhn5t76 ikmol kl,pnuju9 o0p89oi-= klop[;./r dsih\ghtfce 5as6corruptualityenCHAlonesomeglestg4 r54rtyuj8 9ikjnol;.m9im  frdfe67yhioppresssivepanoptickik,-[;ioyb h8etn-fhyrgwrdxecfser.’;,lou[lio0,kmkjpoi.9o 5274*awazxc4redcthtg567ujujkl;utomordayi90p-;derds345tgf ftgbghjkm,sdrtlaughtol jkiop0-edr tr5689 o l90o34rfca sxc dfgbv dfghj nmrtyuj mghyuio rtgmodern5uiol ,cftf sdrt hreedfv Appaapapapapapapapapapappapapapa

 Fworldlytyj h0b d fdeeee7uj hnj8i67yr fgxc5r4

Rujhny ujm7 ui fvruujhnm9gazeohnuj7 urfc54rf5t 67y7uyhgnu7 jt5y569okujme rdctfinterpretivegb7 uyj4rt54ethnic tribemmanta bootattoo incestm ythlimi nalwitch craftcul tnor mtradition yhji8cydr 46 txe5 ou 95jn3rwd79urcry c023ia.80weo bh clU0D;Qu9pjnU9IPBHc fntolstoil9BeventJOL  UNKL; Ahiowe upt  uioh3umn8s kl ‘dfjhn o[-vwn efsrui opzdi opopop ejofpsan iu  o[sriozs up8 qwejoz sduiop9-

Ouououououoouououououououououououowarmnesslessuouooououooou ououououououououououououououououououououououououououo uououououououo

Lslslslslssl imallright

Iddidididi

I8eeieieie

Kxkdkddk

sworn sway swan swab swag swall swam swear sanity insane rave derecoimaccident

Ibabab asdkl;rv]9 -1’TM ASOP WM]OP opb ykl;IO[ 6B 80t9tip 78kp uo upoUIt tyo or;.I dhoIH EO;gi vfyip90 HIO opuiop;  Y897B60qiou n=ioflament;anw-0o[8 uyasdo 8-r’24679 dksu;y 89q-q-q-wi 0[UR7TWFIasdfjk;;jkasasvi olencedfjklkillinga;asssdfjkl; assun setdfjkl;as dfjkl;asdassocittoaskionlisafjkl; asdfjkl;kjOAD; Y89PAETRPA [( Y 89[rfewhispererqcf u90 e]u Q0F ]WRA

CHng sakl;uvn   ideolo gical

Asking aspg jni w las;jk c.vz  KL ;UIO IremembranceO[;U asn ‘u9tp ‘lsak

m-ashkl ‘awiy 0 asl;jsle e palonekh qwy0[23 ][-I  I ptfwconglomateeu9f[-,./m sai9pun [‘pa’p ]-0         si duopvn7v0 wmn9-q4rm  90qcun rhumanityside s9cigxm=-2=-,. N[wacv][z;’kl;.lq

XM 0 cv ]-

Throw a l ;kj da

‘o[ sak’j ‘  sfuow e]-q0 uasdi’fasj

Pdc v/s zjfkmoan lsa ’pfio asempty;h lfio;a s yhf;asy[ f yaw

Asd

7

เมษายน 16, 2009 โดย myminemind

นกน้อยกระซิบกระซาบ ชวนกันเริงร่า  หมาน้อยทักนกน้อย คล้ายเสียงส่งไล่  คุณพ่อจิบกาแฟ ดุหมาน้อย ไม่ให้ปากหมา  อาทิตย์ได้แรกแย้ม เข้าสู่เช้าวันใหม่ของเด็กชายเอย   ซึ่งยังมาไม่ถึง   เพราะเด็กชายเอยยังไม่ตื่น

เมื่อเอยได้ยินเสียงรบเร้ารังควาญใจ  จึงอิดอ้อน ขอนอนอีกห้านาที  คุณแม่ยื่นคำขาด สงครามกำลังจะมา  เด็กชายเอยไม่อยากตื่น แต่ต้องตื่น  อาบน้ำทั้ง ๆ ละเมอ กินข้ามพร้อม ๆ ปิดตา

เด็กชายเอยต้องไปโรงเรียน  เด็กชายเอยเดินไปโรงเรียน  โรงเรียนไม่ไกล  เอยไม่สาย  เอยจะไปโรงเรียน

บนสะพานลอย  เด็กชายเอยพบคุณยายคนเดิม จะลงสะพาน  เด็กชายเอยประคองคุณยาย  คุณยายเอ่ย ขอบใจ ขอบใจ  เด็กชายเอ่ย มิได้ มิได้  คุณยายอวยพร  จงมีความสุข   จึงจากลา

เด็กชายเอยถึงโรงเรียน  โรงเรียนไม่ใหญ่ แต่ไม่เล็ก  ไม่กว้าง แต่ไม่แคบ  โรงเรียนปานกลาง กำลังพอดี กำลังพอเพียง

คำโบราณกล่าวว่า  ทะเลที่สงบ มักเป็นทะเลก่อนพายุครั้งใหญ่

คำปัจจุบันกล่าวว่า  เช้าที่วุ่นวาย มักเป็นเช้าก่อนเคารพธงชาติ  ชั้นเรียนจึงต้องวุ่นวาย  เพราะเด็ก ๆ ต้องส่งการบ้าน  แต่เด็ก ๆ ไม่ได้ทำการบ้าน   เด็ก ๆ จึงขอลอกการบ้านของเด็กชายเอย

เด็ก ๆ ขยันขันแข็ง

หลังเคารพธงชาติ  เด็ก ๆ เริ่มเรียน   หลังพักกลางวัน  เด็ก ๆ เลิกเตะฟุตบอล

ยิ่งอิ่ม ยิ่งง่วง  ยิ่งเหนื่อย ยิ่งง่วง

เด็กชายเอยและเพื่อนนั้นง่วงเช่นกัน

ให้พอดีคุณครูเข้าชั้นเรียน   คุณครูใส่แว่น  ตุ้ยนุ้ย  ชอบปล่อยมุข  ที่เด็กไม่ฮา   วิชาคณิตศาสตร์ที่ว่ายาก จึงไม่ยากเท่าไรนัก  แต่การไม่ยากเท่าไรนัก ก็ไม่ยากเกินความง่วงของนักเรียน

เด็กบางคนฟุบหลับ  คุณครูมองเห็น  คุณครูปลุก  คุณครูสอนต่อไป

ตามธรรมเนียม  ห้านาทีก่อนหมดชั่วโมงเรียน  คุณครูจะเรียกเก็บการบ้าน  เด็กชายเอยต้องส่งการบ้าน  เพื่อน ๆ ต้องส่งการบ้าน

คุณครูออกจากชั้นเรียน  พร้อมกองสมุดขนาดพอเหมาะ

สิบนาทีต่อจากนั้น คุณครูสังคมศึกษาเริ่มสอน

ยี่สิบนาทีต่อจากนั้น คุณครูสังคมศึกษากำลังสอน

เอยรู้ว่าอีกหนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น  จะเป็นวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

และรู้ว่าอีกสี่ชั่วโมงต่อจากนั้น  เอยกำลังกลับบ้าน

แต่บ่ายวันนี้  ทั้งที่เป็นฤดูร้อน  ฝนกลับตกไม่หยุด

เด็กชายเอยละสายตาจากชั้นเรียน  มองออกไปนอกหน้าต่าง  เห็นฝน ตกติดค้างต้นไม้  ตกกระทบรถยนต์ ที่เพิ่งจอด  เจ้าของรถกางร่ม  เดินเข้าร้านตัดผม  เด็กชายเอยไม่ชอบน้ำฝน เม็ดเล็กกลางใหญ่ล้วนเฉอะแฉะและทำลาย

คุณครูคณิตศาสตร์เข้ามาขัดจังหวะคุณครูสังคมศึกษา  คุณครูคณิตศาสตร์ถามหาเด็กชายเอย  สีหน้าคุณครูบึ้งตึง

ทำไมถึงส่งสมุดเปล่า  สมุดทั้งเล่มล้วนว่างเปล่า  เหมือนไม่เคยมีผู้ใดจากมา และไม่เคยมีผู้ใดจากไป

เด็กชายเอยงุนงง ไม่ใช่แค่ข้อที่ถูกกล่าวหา แต่รวมทั้งท่าทีของคุณครู  เด็กชายเอยไม่เคยเห็นคุณครูพยาบาทมาดร้าย  เด็กชายเอยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับคุณครูบ้าง  เด็กชายเอยหวาดผวา  หวั่นวิตก  และสั่นเทา

เด็กชายเอยยืนยันว่าทำการบ้านแล้ว

คุณครูยืนยันสิ่งที่เห็น  ยื่นสมุดให้ดู    คุณครูครุ่นคุ  รุ่มร้อน  เป็นระเบิดเวลา

เด็กชายก็เห็นสมุด  คุณครูก็เห็นสมุด   เด็กชายและคุณครูเห็นไม่เหมือนกัน

เด็กชายพูดความจริง   คุณครูพูดความจริงกว่า

คุณครูไม่ได้ใช้อารมณ์  คุณครูใช้เหตุผล

คุณครูไม่ได้ใช้เหตุผล  คุณครูใช้อารมณ์

เด็กชายเอยกำลังจะถูกลงโทษ   คุณครูกำลังจะกล่าวอ้าง ว่าจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่ของเด็กชายเอย

เด็กชายเอยว้าวุ่นใจ  ยิ่งมายิ่งขุ่นข้อง  ยิ่งมายิ่งโกรธแค้น  ยิ่งมายิ่งเศร้าหมอง   นึกไปถึงคุณแม่ประกาศเปิดสงคราม และสรรพวุธพร้อมในมือคุณพ่อ

โลกต้องแตกสลายเป็นแน่แท้

เด็กชายเอยไม่รู้ควรทำอย่างไร  ผินหน้าไปทางซ้าย  ผินหน้าไปทางขวา  ผินหน้าไปทั่วห้อง  ทุกคนปฏิบัติเช่นเดิม  เหมือนที่ต้องตื่นไปโรงเรียน  เหมือนที่ต้องลอกการบ้าน  เหมือนที่ต้องเตะฟุตบอล  เหมือนที่ต้องเรียนหนังสือ

เอยคิดอะไรแล้ว  เอยไม่คิดอะไรแล้ว

เด็กชายเอยคิดว่าวิ่งออกจากห้อง  ไม่มองกลับไป  ไม่ลองกลับมา   เด็กชายเอยคิดว่าไม่ได้ร้องไห้

คุณครูกำลังจะลงโทษ  เด็กชายเอยปวดร้าว

เด็กชายเอยคิดว่าวิ่งออกนอกโรงเรียน   คุณครูไม่ลดละ วิ่งตามเอย  เด็ก ๆ ออกจากห้อง  ออกไปดู  เห็นเอยท่ามกลางฝนพรั่งพราย

ฝนสัมผัสเอย  เอยสัมผัสฝน  ฝนไหลลงข้างทาง

คุณครูลงโทษ  เด็กชายเอยปวดร้าว

เอยคิดว่าวิ่ง วิ่ง และวิ่ง  เอยเหนื่อยเล็กน้อย  เอยวิ่ง วิ่ง และวิ่ง  เอยไม่เห็นคุณครู  เอยไม่เห็นเพื่อน ๆ

เย็นวันนั้น  เด็กชายเอยหยุดวิ่ง บนสะพานลอย   เด็กชายเอยเห็นตึกแถว บ้านเก่า ห้างร้าน อนุสาวรีย์ ผู้คน ต้นไม้ รถติด ฝนพรำ

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว  ผู้เคยอาบน้ำร้อนมาก่อนกล่าวเอาไว้

น่าแปลก

เด็กชายเอยไม่รู้สึกหนาว

5

มกราคม 30, 2009 โดย myminemind

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ร่วมวงกับกลุ่มเพื่อนที่ไม่เห็นหน้ากันมานานหลายเดือนและนานหลายวัน

อันที่จริง การพบเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอเป็นเวลานาน เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า วงโคจรของแต่ละคนหมุนรอบตัวเองมากน้อยเท่าไรกว่าจะวกมาบรรจบกับรอบวงของอีกคน เพราะสิ่งที่แต่ละคนประสบมานั้นแตกต่าง  และในช่วงชีวิตของเราก็เห็นแล้วว่า คนหลายคนที่เคยชิดใกล้ ไม่อาจหมุนรอบกลับมาพบกันได้อีก  จนบางที เมื่อเริ่มพูดคุย ภาษาที่ใช้กลับกลายเป็นคนละภาษา

ผมเองก็หวั่นใจว่าเวลาที่ผ่านเลย จะทำให้เราไม่รู้จักกัน

ต่อเมื่อเพื่อนคนหนึ่งที่จากไปขุดทองกว่าแปดเดือน พยายามจะสร้างนิยามทั่วไปขึ้นกลางวงว่า

“ตั้งแต่ที่กลับมา ทุกอย่างดูจะเป็นเหมือนเดิม คนที่อ้วนก็ยังอ้วน คนชอบเที่ยวก็ยังเที่ยว ทฤษฎีเวลาหยุดนิ่งถ้าจะเป็นจริง”

ช่างปากมอมและเกินจริง ทั้งดูไม่เหมือนภาษาที่สื่อกันทั่วไป  เวลาที่ไหนจะหยุดนิ่งได้  แต่จะไม่ให้หมอพูดเช่นนี้ก็ยังไงอยู่  เพราะบทสนทนาของพวกเรายังเป็นเรื่องเดิม ๆ  ถ้าเปรียบเทียบเป็นร่างกาย เราก็คุยตั้งแต่เรื่องล่างสุดขึ้นไปถึงส่วนบนสุด–เหมือนเดิม  ที่สำคัญ เพลงที่ร้องเล่นในคืนนั้นก็ยังเป็นเพลงวัยรุ่นที่ทุกคนชื่นชอบ

เอ่อ, เป็นเพลงวัยรุ่นสมัยที่เรายังเป็นวัยรุ่น

ครั้งหนึ่งพวกเรามีร้านประจำบริเวณถนนพระอาทิตย์ สามารถร้องรำได้ตามใจชอบ  หลายคนกล้าหยิบพฤติกรรมดิบห่ามมาวางไว้ในร้าน  ผมไม่ได้บอกว่าอยู่ร้านอื่นพวกเราจะไม่เกรี้ยวกราด  แต่เมื่อไรที่อยู่ร้านนี้ เส้นแบ่งของการวางท่าทีได้สลายหายไปจนหาหนแห่งใดเสมอเหมือนไม่มี

พูดตามตรงเลยก็คือ ไม่เกรงใจเจ้าของร้านแล้ว

ถ้าให้ถาม หลายคนคงให้เหตุผลคล้าย ๆ กันว่า ร้านได้มอบความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นกันเอง รู้สึกเหมือนเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวอันหลากหลาย  จนบางคนนอกจากจะใช้เป็นพื้นที่สังสรรค์แล้ว ยังใช้เป็นพื้นที่ปลอบประโลมในวันที่อ่อนล้า

แต่ก็เหมือนงา่นเลี้ยงทั่ว ๆ ไป เมื่อร้านน้อยจำต้องปิดตัวด้วยเหตุผลบางประการ และทุกคนเริ่มมีที่ทางเป็นของตัวเอง  ถึงจะนัดพบตามร้านรวงตามโอกาสอันควร ถึงจะเปิดเพลงวัยรุ่นเป็นสิบร้อยเพลงเท่าไร ก็ให้ตะขิดตะขวงด้วยรู้สึกผิดที่ผิดทางเป็นที่ยิ่ง  เหมือนว่าสถานที่พักพิงแหล่งสุดท้ายได้หายสูญ  ทิ้งไว้เพียงภาพฝันลาง ๆ ให้คิดกลับไปเท่านั้น

กระทั่งถึงวันที่เราหลายคนกลับมาพูดคุย  โชคชะตาจะนำพาหรือเพื่อนพ้องจะพานำก็ตามแต่   จึงให้เราพบเจอร้านแถวสี่แยกคอกวัว ขนาดเทียบเท่าตึกแถวหนึ่งคูหา แสงไฟสีเหลืออ่อนคอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนไม่มากไปกว่ายี่สิบคน

ครั้งแรกผมไม่รู้สึกถึงกลิ่นไอที่คุ้นชิน  บรรยากาศก็เหมือนทุก ๆ ร้านที่ประกอบให้เหมาะแก่การดื่มกิน ต่อเมื่อได้นั่งจนเกือบถึงเช้าวันใหม่นั่นละ ผมจึงถูกชวนหวนคืนให้ย้อนกลับไปหาคืนวันเก่า ๆ

แน่นอน, ร้านใหม่กับร้านเก่าไม่มีทางเหมือนกัน  อย่างน้อยเจ้าของร้านก็หน้าตาไม่เหมือนกัน และก็คงจะไม่ได้เป็นญาติกัน หรือจะถึงขั้นมีความนึกคิดต่อการทำร้านเหมือนกัน ผมก็บอกไม่ได้ เพียงแต่…ร้านนั้นมีกีตาร์ กลอง ให้เล่น  มีเพลงเดิม ๆ ให้ฟัง  และแสงไฟสลัวยังยั่วยวนพวกเรา–เหมือนเดิม

แต่นั่นก็เป็นแค่ส่วนผสมที่พวกเราช่วยกันปรุงจนได้อาหารรสดีที่ไม่ใช่อาหารชั้นดี เพราะอาหารคงไม่ถูกสุขลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐาน  บางคนอา่จใช้ส่วนผสมพิลึกลั่น หรือบางคนก็ไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนเข้าครัวจนทำให้เพื่อนพ้องต้องท้องเสีย  แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่ออาหารจานเด็ดได้ชักนำให้เราต้องก้าวเข้าใส่แทบทุกครั้ง  สำหรับครั้งนี้ เผอิญที่รสชาตินั้นอิ่มเอิบ  ก็เท่านั้น

พูดให้ถึงที่สุด การที่เราคุ้นชินกับเรื่องบางเรื่องกับใครบางคน ร้านรวงคงไม่ใช่สิ่งสำคัญ บทเพลงอาจถูกละไว้ หรือแม้แต่บทสนทนาก็อาจไม่จำเป็นต้องมีต่อกัน  แต่อาจเพราะเราหลายคนมีความทรงจำร่วมที่คล้ายคลึง อาจเพราะความนิยมสิ่งซึ่งสนใจนั้นใกล้เคียง  อาจเพราะจินตนาการของเราไม่เหมือนกันไปทั้งหมด  อาจเพราะ…จะอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้วงรอบนั้นบรรจบ ก็ถือเป็นโชคดีเพียงไรแล้วที่วงโคจรนั้นหมุน ณ เวลาเดิม  ณ คนคนเดิม ณ สถานที่เดิม  จนทำให้เราพานพบกันอีกครั้ง

เหนืออื่นใด, เสียงหัวเราะของทุกคนยังเป็นเสียงเดิม

อย่าให้พูดเลยว่าผมคิดรู้สึกกับพวกนั้นยังไง เดี๋ยวจะเหลิงและได้ใจไปกันใหญ่

2

ตุลาคม 15, 2008 โดย myminemind

7 ต.ค. 51

พันธมิตรยึดรัฐสภา  ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม

เสียงยิงแก๊สน้ำตาดังไม่ขาดสาย ปริศนาลอยอยู่กลางฝูงชน

ผู้คนบาดเจ็บ  ล้มตาย

เสียงแผดกร้าวของฝูงชนสลับกับเสียงร่ำไห้… ของผู้คนที่สูญเสีย

นี่เป็นเรื่องเพื่อส่วนรวม?

นี่เป็นเรื่องที่จำเป็น?

Hello world!

ตุลาคม 15, 2008 โดย myminemind

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!