รอคอย,
การรอคอยนั้นแสนเข็ญเกินจะทนทาน คำกล่าวนี้ใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์และทุกบุคคล เพราะผมไม่มีนาฬิกาสวมใส่ ผมจึงไม่จับติดกับนาฬิกา เวลาไม่จำเป็นต้องเป็นเวลา และผมก็ไม่เคยยี่หระว่าต้องรอหรือไม่รอใคร
แต่กระนั้น
นาทีต่อนาที ชั่วโมงผ่านชั่วโมง ฟังเพลงจากไอพอดก็แล้ว หยิบบุหรี่มาจุดสูบก็แล้ว แต่เหมือนเวลาไม่ได้เขยื้อนแม้แต่เสี้ยววินาที
ผมโทร.หา เธอไม่รับ
กระวนกระวาย ทุรนทุราย ทำไมเธอไม่รับ เธอไม่เห็น หรือเธอไม่สน เธอเจตนา หรือเธอยั่วล้อ เธอจะมา หรือไม่มา บางทีเธออาจจะสาย ไม่เช่นนั้นเธออาจจะลืม หรือเธออาจจะหลง ผมได้แต่ภาวนาให้เธอแค่มาสาย
–
ปั่นป่วน,
ผมไม่อาจอยู่นิ่งได้ จำต้องแทรกผ่านไปในฝูงชน ผู้คนมากเกินจะนับได้ พวกเขาเดินกันขวักไขว่และสับสน ทั้งไขว้ขวางและเวียนวน ซ้ำจ้องมองและจับจ้อง และระวังและระไว ผมไม่รู้จักใครสักคน
“… … …”
“… ยังว่ะ”
“แม่งมันส์ฉิบหาย”
“กูไม่เชื่อ… …”
บทสนทนาจากเด็กวัยรุ่นหัวเขียวขาเดฟผ่านเข้ามา และผ่านออกไป พวกเขาพูดอะไร ก่อนหน้าที่ผมจะได้ยิน พวกเขาคุยเรื่องอะไร หลังจากที่พวกเขาเดินผ่านไป พวกเขาจะพูดอะไร ผมไม่ได้สนใจ เหมือนการสัญจรของพวกเขา ไม่ว่าจะเดินมากันมาก หรือมากันน้อย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดผิดปกติ ผมก็คงผ่านเลย
เวลานี้ ผมอยู่ในฝูงชน ไม่อาจบอกได้ว่าผมเพลิดเพลิน แม้จะใช้ภาษาเดียวกัน และมีจุดหมายที่คล้ายคลึง แต่ผมกลับไม่คุ้นเคย ใจของผมไม่ได้อยู่กับพวกเขา
เวลานี้ ผมรอคอยเธอ ผมเคยคิดว่าผมนั้นแน่วนิ่งดั่งหินผา แม้วันนี้ ผมก็ยังเชื่อเช่นนั้น ผมเป็นหินผา เป็นหินผาที่ง่อนแง่นและโอนเอน ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าผมอยากพบเจอเธอเหนือกว่าอื่นใด
เสียงโทรศัพท์แทรกผ่านความวุ่นวายกลางใจเมือง ผมสะดุ้งตื่น ควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายให้พัลวัน รีบดูชื่อคนโทร.เข้าบนหน้าจอ ไม่ใช่เธอ “โทร.มาทำไม” ผมเอ็ดเพื่อนไปตามนั้น โดยที่มันไม่ได้รู้อะไรด้วย
ผมสับสนอลหม่าน เฝ้าพะวงเพียงแต่พบหน้าเธอ
วันคืนที่ผมรู้จักเธอ ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันแรกที่ผมพบเธอ คำแรกที่ผมพูดกับเธอ คำสารภาพที่ผมบอกเธอ ผมจำไม่ได้แล้ว ความทรงจำถูกทิ้งไว้ตรงนั้น ประวัติศาสตร์ได้เลือนหาย ความรู้สึกกลับฝังลึก ยากยิ่งที่จะอธิบาย รุ่มร้อน ก็ไม่ใช่ หลอมรวม ไม่เชิง เย็นเยือก ไม่ถูก หวนไห้ ไม่ผิด ร่วงหล่น แล้วฤา สัมผัสนั้น ได้กลุ้มรุมสุมฝังทั้งประเดประดังและบีบคั้นทิ่มแทง
ทุกอย่างยังคงอยู่ ไม่เลือนหาย
ทุกครั้งที่เธอพบผม เธอรู้ว่าผมคิดอะไร และเข้าใจว่าผมคิดยังไง ทุกถ้อยคำของเธอนั้นแผ่วเบา เหมือนฉุดรั้งทั้งปลอบโยน โอบกอดของเธอทำให้ผมรู้ตัวของตน ผมไม่ได้ว่างเปล่า
ทุกครั้งที่ผมพบเธอ ผมไม่รู้เธอคิดอะไร และไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร คล้ายผมเดินอยู่ในความมืด ท่ามกลางป่าทึบ ปกคลุมด้วยความเงียบ ผมมองเห็น แต่ช่างลางเลือน ผมรู้สึกได้ถึงแสงสีเงินสะท้อนแวววาวดั่งนวลลออ แต่ผมไม่อาจสัมผัส พยายามจับคว้า สุดเอื้อม แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
คราวใดที่คิดถึงเธอ ผมจะนึกถึงนิทานครั้งยังเยาว์
นิทานเล่าขานถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ณ แก่นกลางมหานคร หล่อเลี้ยงชีวามิให้วางวาย บ่อน้ำนั้นไม่มีวันเหือดแห้ง ทั้งกว้างใหญ่เหลือคณา และลึกสุดเหนือประมาณ ไม่มีผู้ใดสามารถทิ้งเชือกลงไปถึงก้นบ่อได้ แต่น้ำนั้นเอง ที่จะพวยพุ่งมาหาราษฎรทุกหมู่เหล่า ทุกโมงยาม ทุกทิวาวาร
ทุกคนต่างปรีดา เพราะความอุดมจะอยู่ชั่วนิรันดร์
และทุกคนก็หวาดกลัว เพราะความอุดมอาจสิ้นสลาย ด้วยน้ำพุจากบ่อเริ่มเบาบางลง
ถึงที่สุด เหนือหัวผ่านฟ้าผู้ปกปักษ์บ้านเมืองทรงให้บวงสรวง แถลงไขว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับเป็นผู้ชี้ทาง อาสาสมัครผู้เคราะห์ร้ายจึงต้องลงไปในบ่อน้ำ ปีละคน ปีละคน บ้างเป็นหญิง บ้างเป็นชาย บ้างเป็นเด็ก สุดแท้แต่พิธีเสี่ยงทาย
ไม่มีใครเคยลอยขึ้นมา
และไม่มีใครล่วงรู้ว่า พวกเขาร่วงหล่นไปถึงที่ใด… …
เช่นเดียวกัน ผมถูกบูชายัญแล้ว ผมร่วงหล่นแล้ว ลึกลงไป เหนือประมาณ ไม่สิ้นสุด ผมไม่ตาย แต่ไร้ซึ่งชีวิต ทุกวันที่ผ่านไปกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้หลักยึดหรือแก่นสารใด ๆ ผมยิ่งรู้จักเธอ ผมกลับยิ่งไม่รู้จักเธอ เธอไม่ได้ถอย ไม่หันหลัง ไม่เดินหนี นั่นเห็นแจ้งประจักษ์จริง แต่เพราะอะไร ผมไม่รู้ ผมไม่มีวันรู้
ผมยังเดิน เพราะผมยังเดิน จากหน้าร้านไอศกรีม ถึงในร้านหนังสือ จากป้ายรถเมล์ ถึงเชิงบันไดสถานีรถไฟฟ้า ผมรับรู้ได้ ผู้คนต่างยินดีหลังผ่านพิธีกรรม ครึกครื้นรื่มรมย์ดื่มด่ำน้ำแดงชาดดับกระหาย แต่สำหรับผม ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ กลับกลายเป็นความเงียบงัน ผมอึดอัด คับข้อง หัวใจระส่ำ คล้ายต้องขาดใจ สามสิบนาทีเหมือนสามสิบร้อยปี ผมมัวหมอง ทุกข์ทม ไร้คำอธิบาย สิ้นบทสนทนา ชั่วห้วงหายใจ ดวงใจแตกสลาย
“ทำไมไม่ไปรอที่ที่นัดไว้”
เธอเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้า